วิธีเลือกเตาอบสำหรับมือใหม่ เลือกแบบไหนดีสำหรับทำเบเกอรี่


สำหรับคนเริ่มทำขนม หนึ่งในอุปกรณ์ที่มักทำให้ลังเลมากที่สุดคือ เตาอบ เพราะมีหลายขนาด หลายราคา และหลายระบบให้เลือก บางรุ่นราคาถูกมาก บางรุ่นราคาสูงจนมือใหม่ไม่แน่ใจว่าจำเป็นต้องซื้อแพงขนาดนั้นไหม

ความจริงแล้ว การเลือกเตาอบไม่ได้ดูแค่ราคา หรือดูแค่ว่าเตาใหญ่แค่ไหน แต่ควรดูว่าเตาอบนั้นเหมาะกับขนมที่เราต้องการทำหรือไม่ เพราะเตาอบมีผลโดยตรงต่อสี กลิ่น เนื้อสัมผัส และความสุกของขนม

ถ้าเลือกเตาไม่เหมาะ อาจเจอปัญหา เช่น เค้กหน้าไหม้แต่ข้างในไม่สุก คุกกี้สีไม่เท่ากัน ขนมปังไม่ฟู ก้นขนมไหม้ หรืออบหลายครั้งแล้วผลลัพธ์ไม่เหมือนเดิม ดังนั้นมือใหม่ควรเข้าใจพื้นฐานของเตาอบก่อนตัดสินใจซื้อ

เตาอบสำคัญกับการทำขนมอย่างไร?

เตาอบคืออุปกรณ์ที่ให้ความร้อนเพื่อทำให้ขนมสุก ขึ้นฟู และเกิดสีสวย การอบที่ดีต้องมีอุณหภูมิที่เหมาะสมและค่อนข้างคงที่ เพราะขนมแต่ละชนิดไวต่อความร้อนไม่เท่ากัน

ตัวอย่างเช่น

เค้ก ต้องการความร้อนที่คงที่ ถ้าไฟแรงเกินไป หน้าเค้กอาจแตกหรือไหม้ก่อนที่ด้านในจะสุก

คุกกี้ ต้องการไฟที่ช่วยให้ขอบกรอบ สีสวย และเนื้อด้านในยังได้สัมผัสตามสูตร

ขนมปัง ต้องการความร้อนที่ช่วยให้แป้งพองตัวในช่วงแรกของการอบ ถ้าเตาไฟอ่อนเกินไป ขนมปังอาจไม่ฟูเต็มที่

พายและทาร์ต ต้องการไฟที่ช่วยให้ฐานกรอบ ไม่แฉะ และสีสม่ำเสมอ

ดังนั้นเตาอบที่ดีสำหรับมือใหม่ ไม่จำเป็นต้องแพงที่สุด แต่ควรเป็นเตาที่ควบคุมไฟได้ดี ใช้งานง่าย และเหมาะกับเมนูที่เราทำบ่อย

ประเภทของเตาอบที่มือใหม่ควรรู้

1. เตาอบไฟฟ้า

เตาอบไฟฟ้าเป็นเตาที่นิยมมากที่สุดสำหรับมือใหม่ เพราะใช้งานง่าย หาซื้อง่าย และมีหลายราคาให้เลือก เตาประเภทนี้ใช้ฮีตเตอร์ในการให้ความร้อน โดยส่วนใหญ่จะมีไฟบนและไฟล่าง

เตาอบไฟฟ้าเหมาะกับคนที่เริ่มทำขนมที่บ้าน เพราะสามารถใช้ทำเมนูพื้นฐานได้หลากหลาย เช่น เค้ก คุกกี้ บราวนี่ ขนมปัง พาย และมัฟฟิน

ข้อดีของเตาอบไฟฟ้าคือ ควบคุมง่าย ไม่ต้องติดตั้งระบบแก๊ส ใช้กับบ้านทั่วไปได้ และมีขนาดให้เลือกตั้งแต่เล็กไปจนถึงใหญ่

ข้อควรระวังคือ เตาแต่ละรุ่นให้ความร้อนไม่เท่ากัน บางรุ่นไฟบนแรง บางรุ่นไฟล่างแรง หรืออุณหภูมิจริงอาจไม่ตรงกับหน้าปัด ดังนั้นควรใช้คู่กับเทอร์โมมิเตอร์เตาอบ เพื่อเช็กอุณหภูมิจริงภายในเตา

2. เตาอบระบบพัดลม

เตาอบระบบพัดลม หรือ Convection Oven คือเตาอบที่มีพัดลมช่วยกระจายความร้อนภายในเตา ทำให้ความร้อนไหลเวียนได้ทั่วถึงมากขึ้น

ข้อดีคือ ขนมมีโอกาสสีสม่ำเสมอมากขึ้น เหมาะกับการอบคุกกี้ อบขนมปัง หรืออบหลายถาดในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะคนที่เริ่มทำขนมขาย เตาอบระบบพัดลมจะช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น

แต่ข้อควรระวังคือ เตาอบระบบพัดลมมักให้ความร้อนแรงกว่าเตาอบธรรมดา ถ้าใช้สูตรที่เขียนสำหรับเตาอบไฟฟ้าทั่วไป อาจต้องลดอุณหภูมิลงประมาณ 10–20 องศาเซลเซียส หรือปรับเวลาการอบให้สั้นลงเล็กน้อย

ตัวอย่างเช่น สูตรอบคุกกี้ที่ 180°C หากใช้เตาพัดลม อาจเริ่มทดลองที่ 160–170°C ก่อน แล้วดูสีและเนื้อสัมผัสของขนม

3. เตาอบแก๊ส

เตาอบแก๊สนิยมใช้ในร้านเบเกอรี่หรือการผลิตจำนวนมาก เพราะให้ความร้อนสูง อบต่อเนื่องได้ดี และเหมาะกับงานปริมาณมาก

แต่สำหรับมือใหม่ที่ทำขนมที่บ้าน เตาอบแก๊สอาจยังไม่จำเป็น เพราะต้องใช้พื้นที่มากกว่า ต้องติดตั้งระบบแก๊ส และต้องมีความชำนาญในการควบคุมไฟมากกว่าเตาอบไฟฟ้า

ถ้าเพิ่งเริ่มเรียนรู้การทำขนม แนะนำเริ่มจากเตาอบไฟฟ้าหรือเตาอบไฟฟ้าระบบพัดลมก่อนจะใช้งานง่ายกว่า

เลือกขนาดเตาอบกี่ลิตรดี?

ขนาดของเตาอบเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมีผลต่อปริมาณขนมที่อบได้ในแต่ละครั้ง และมีผลต่อความสะดวกในการใช้งานระยะยาว

เตาอบขนาด 20 ลิตร

เตาขนาดเล็กเหมาะกับคนที่มีพื้นที่จำกัด หรือคนที่อยากทดลองทำขนมแบบเล็ก ๆ ก่อน เช่น ทำคุกกี้เล็ก ๆ บราวนี่ถาดเล็ก มัฟฟิน หรือเค้กขนาดเล็ก

ข้อดีคือ ราคาประหยัด ประหยัดพื้นที่ ยกเคลื่อนย้ายง่าย และเหมาะกับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะทำขนมจริงจังหรือไม่

แต่ข้อจำกัดคือ พื้นที่ในเตาค่อนข้างเล็ก อบได้ครั้งละน้อย อาจใส่พิมพ์เค้กขนาดใหญ่ไม่ได้ และมักมีระยะห่างระหว่างขนมกับฮีตเตอร์น้อย ทำให้หน้าไหม้ง่ายหรือก้นไหม้ง่ายกว่าขนาดใหญ่

เหมาะกับคนที่ทำกินเองเล็กน้อย แต่ไม่เหมาะมากนักสำหรับคนที่ตั้งใจทำขนมขาย

เตาอบขนาด 30–40 ลิตร

เตาขนาดนี้ถือว่าเหมาะกับมือใหม่มากที่สุด เพราะไม่เล็กเกินไปและไม่ใหญ่เกินไป ใช้งานได้หลากหลายกว่าเตาเล็ก สามารถทำเค้ก คุกกี้ บราวนี่ ขนมปัง และเมนูอบทั่วไปได้ค่อนข้างครบ

เหมาะกับคนที่ต้องการฝึกทำขนมจริงจัง ทำกินในครอบครัว ทำแจก หรือเริ่มทดลองขายเล็ก ๆ

ข้อดีคือ พื้นที่ภายในเตากำลังดี ใส่พิมพ์ได้หลายแบบ อุณหภูมิค่อนข้างนิ่งกว่าเตาเล็ก และใช้งานได้คุ้มในระยะยาว

ถ้าไม่รู้จะเริ่มจากขนาดไหน เตาอบ 30–40 ลิตรเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับมือใหม่

เตาอบขนาด 50–60 ลิตร

เตาขนาดนี้เหมาะกับคนที่เริ่มทำขนมบ่อยขึ้น หรือเริ่มทำขายจริงจังขึ้น เพราะสามารถอบได้มากขึ้นในแต่ละรอบ ช่วยประหยัดเวลา และรองรับถาดหรือพิมพ์ขนาดใหญ่ได้มากกว่า

เหมาะกับเมนู เช่น คุกกี้หลายถาด ขนมปังหลายก้อน เค้กหลายพิมพ์ หรือเมนูที่ต้องอบต่อเนื่อง

ข้อดีคือ อบได้เยอะขึ้น ใช้งานได้ยาวกว่า และเหมาะกับการต่อยอดทำขาย

ข้อควรระวังคือ ใช้พื้นที่มากขึ้น ราคาสูงขึ้น และกินไฟมากกว่าเตาเล็ก

เตาอบขนาด 70 ลิตรขึ้นไป

เตาขนาดใหญ่มักเหมาะกับคนที่ทำขนมขายจริงจัง ผลิตจำนวนมาก หรือใช้ในคลาสเรียนและร้านเบเกอรี่

สำหรับมือใหม่ทั่วไปอาจยังไม่จำเป็น เพราะราคาสูง ใช้พื้นที่เยอะ และต้องมีประสบการณ์ในการจัดการอุณหภูมิ การวางถาด และการอบหลายรอบ

ถ้าเพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้เริ่มจากเตา 30–40 ลิตร หรือ 50–60 ลิตรตามงบประมาณและเป้าหมายการใช้งาน

ฟังก์ชันที่ควรมีในเตาอบสำหรับมือใหม่

1. ปรับไฟบนและไฟล่างได้

ฟังก์ชันนี้สำคัญมาก เพราะขนมแต่ละชนิดต้องการความร้อนจากด้านบนและด้านล่างไม่เท่ากัน

เช่น ถ้าอบเค้กแล้วหน้าเข้มเร็วเกินไป อาจลดไฟบนลงได้ หรือถ้าก้นขนมยังสีอ่อน อาจเพิ่มไฟล่างในช่วงท้ายได้

เตาที่ปรับไฟบน–ล่างได้จะช่วยให้มือใหม่แก้ปัญหาหน้าไหม้ ก้นไม่สุก หรือสีไม่สม่ำเสมอได้ง่ายขึ้น

2. ตั้งอุณหภูมิได้ละเอียด

เตาอบที่ดีควรตั้งอุณหภูมิได้ชัดเจน เช่น 100–250°C เพราะสูตรเบเกอรี่ต้องใช้อุณหภูมิที่ค่อนข้างแม่น

ถ้าเตาควบคุมอุณหภูมิไม่ดี ขนมอาจออกมาไม่เหมือนสูตร เช่น เค้กยุบ คุกกี้แผ่เกิน ขนมปังไม่ฟู หรือพายไม่กรอบ

มือใหม่ควรเลือกเตาที่มีปุ่มปรับอุณหภูมิชัดเจน และควรซื้อเทอร์โมมิเตอร์เตาอบเพิ่มเพื่อเช็กอุณหภูมิจริง

3. มีระบบตั้งเวลา

ระบบตั้งเวลาช่วยให้ควบคุมการอบได้ง่ายขึ้น ลดโอกาสลืมขนมในเตา โดยเฉพาะมือใหม่ที่ยังไม่ชำนาญเรื่องเวลาอบ

แต่ถึงเตาจะมีตัวจับเวลา ก็ควรเช็กสีและเนื้อขนมร่วมด้วย เพราะเวลาในสูตรเป็นเพียงค่าประมาณ เตาแต่ละเครื่องอาจอบสุกเร็วหรือช้าต่างกัน

4. มีพัดลมกระจายความร้อน

พัดลมช่วยให้ความร้อนกระจายทั่วเตามากขึ้น เหมาะกับการอบคุกกี้ ขนมปัง หรือการอบหลายถาด

แต่ถ้าใช้พัดลม ต้องระวังเรื่องอุณหภูมิ เพราะพัดลมทำให้ขนมได้รับความร้อนมากขึ้น อาจต้องลดไฟลงเล็กน้อย

5. มีไฟในเตาและกระจกมองเห็นด้านใน

ไฟในเตาและกระจกหน้าเตาช่วยให้สังเกตสีขนมได้โดยไม่ต้องเปิดประตูเตาบ่อย ๆ

การเปิดประตูเตาบ่อยเกินไปทำให้อุณหภูมิลดลงกะทันหัน โดยเฉพาะเมนูที่ไวต่อความร้อน เช่น เค้ก ชิฟฟ่อน ซูเฟล่ หรือขนมปัง อาจทำให้ขนมยุบหรือขึ้นฟูไม่เต็มที่

6. ถาดและตะแกรงแข็งแรง

ถาดอบและตะแกรงควรแข็งแรง ไม่บิดงอง่าย เพราะมีผลต่อความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้งาน โดยเฉพาะเวลายกถาดขนมที่มีน้ำหนัก เช่น เค้ก ขนมปัง หรือถาดคุกกี้หลายชิ้น

กำลังไฟของเตาอบควรดูไหม?

ควรดูค่ะ เพราะกำลังไฟมีผลต่อการทำความร้อนและความเสถียรของอุณหภูมิ

โดยทั่วไป

ขนาดเตาอบกำลังไฟโดยประมาณ
20 ลิตร800–1200 วัตต์
30–40 ลิตร1200–1600 วัตต์
50–60 ลิตร1600–2000 วัตต์
70 ลิตรขึ้นไป2000 วัตต์ขึ้นไป

เตาที่มีกำลังไฟสูงจะร้อนเร็วกว่า แต่ก็กินไฟมากกว่าเช่นกัน สิ่งสำคัญคือเลือกให้สัมพันธ์กับขนาดเตา ไม่ใช่ดูวัตต์สูงอย่างเดียว

เลือกเตาอบตามเมนูที่อยากทำ

ถ้าอยากทำคุกกี้

ควรเลือกเตาที่มีไฟบน–ล่างค่อนข้างนิ่ง และถ้ามีพัดลมจะช่วยให้สีคุกกี้สม่ำเสมอขึ้น

ขนาดที่แนะนำคือ 30–40 ลิตรขึ้นไป เพราะสามารถอบได้มากกว่าเตาเล็ก และวางถาดคุกกี้ได้สะดวกกว่า

ถ้าอยากทำเค้ก

ควรเลือกเตาที่ควบคุมอุณหภูมิได้ดี มีไฟบน–ล่าง และมีพื้นที่พอให้พิมพ์เค้กอยู่ห่างจากฮีตเตอร์

เตาเล็กมากอาจทำให้หน้าเค้กไหม้เร็ว เพราะพิมพ์อยู่ใกล้ไฟบนเกินไป

ขนาดที่แนะนำคือ 30–40 ลิตรขึ้นไป

ถ้าอยากทำขนมปัง

ขนมปังต้องการพื้นที่ให้แป้งขยายตัวตอนอบ ดังนั้นไม่ควรเลือกเตาเล็กเกินไป

แนะนำเตา 40 ลิตรขึ้นไป หรือถ้าคิดจะทำขาย อาจเลือก 50–60 ลิตร เพื่ออบได้หลายก้อนในรอบเดียว

ถ้าอยากทำพายหรือทาร์ต

ควรเลือกเตาที่ไฟล่างดี เพราะฐานพายต้องการความร้อนเพื่อให้กรอบและไม่แฉะ

เตาที่ปรับไฟล่างได้จะช่วยให้ควบคุมฐานพายได้ดีขึ้น

อุปกรณ์เสริมที่ควรมีคู่กับเตาอบ

  1. เทอร์โมมิเตอร์เตาอบ
    ใช้วัดอุณหภูมิจริงภายในเตา สำคัญมากสำหรับมือใหม่
  2. ถาดอบคุณภาพดี
    ถาดบางเกินไปอาจทำให้ก้นขนมไหม้ง่าย
  3. ตะแกรงพักขนม
    ช่วยระบายความร้อนหลังอบ ทำให้ขนมไม่แฉะ
  4. กระดาษรองอบหรือแผ่นรองอบ
    ช่วยให้ขนมไม่ติดถาด
  5. ถุงมือกันร้อน
    ช่วยป้องกันอุบัติเหตุขณะยกถาด
  6. พิมพ์ขนมที่ขนาดพอดีกับเตา
    ก่อนซื้อพิมพ์ควรวัดขนาดภายในเตาก่อนเสมอ

ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักเจอเวลาเลือกเตาอบ

ซื้อเตาเล็กเกินไป

ตอนแรกอาจคิดว่าเตาเล็กประหยัด แต่เมื่อทำขนมบ่อยขึ้นจะรู้สึกว่าอบได้น้อย ต้องอบหลายรอบ และบางเมนูใส่พิมพ์ไม่ได้

เลือกจากราคาถูกอย่างเดียว

เตาที่ราคาถูกมากบางรุ่นอาจมีไฟไม่เสถียร ทำให้ขนมสุกไม่เท่ากัน

ไม่เช็กขนาดด้านในเตา

บางเตาดูใหญ่จากภายนอก แต่พื้นที่ด้านในเล็กกว่าที่คิด ควรวัดขนาดถาดและพิมพ์ที่ต้องใช้ก่อนซื้อ

ไม่วอร์มเตาก่อนอบ

การวอร์มเตา หรือ Preheat สำคัญมาก เพราะถ้าเอาขนมเข้าเตาตอนอุณหภูมิยังไม่ถึง ขนมอาจไม่ฟู สีไม่สวย หรือเนื้อแน่น

ไม่ใช้เทอร์โมมิเตอร์เตาอบ

อุณหภูมิที่หน้าปัดกับอุณหภูมิจริงในเตาอาจต่างกันมาก การมีเทอร์โมมิเตอร์จะช่วยให้ควบคุมผลลัพธ์ได้ดีขึ้น

วิธีใช้เตาอบครั้งแรกสำหรับมือใหม่

ก่อนใช้งานครั้งแรก ควรเปิดเตาเปล่าเพื่อไล่กลิ่นโรงงาน โดยตั้งอุณหภูมิประมาณ 180–200°C ประมาณ 10–15 นาที แล้วเปิดระบายอากาศ

จากนั้นควรทดลองอบเมนูง่าย ๆ ก่อน เช่น คุกกี้ บราวนี่ หรือมัฟฟิน เพื่อเรียนรู้นิสัยเตาของตัวเองว่าไฟแรงด้านไหน สีขึ้นเร็วไหม หรืออุณหภูมิคงที่ดีหรือไม่

เตาแต่ละเครื่องมีนิสัยไม่เหมือนกัน แม้ใช้สูตรเดียวกันก็อาจต้องปรับเวลาและอุณหภูมิเล็กน้อย

สรุป วิธีเลือกเตาอบสำหรับมือใหม่

สำหรับมือใหม่ที่อยากเริ่มทำขนมอย่างจริงจัง แนะนำเลือกเตาอบไฟฟ้าขนาด 30–40 ลิตร เป็นจุดเริ่มต้น เพราะใช้งานได้หลากหลาย ทำได้ทั้งเค้ก คุกกี้ บราวนี่ และขนมปังบางชนิด

ถ้าตั้งใจทำขาย หรืออบบ่อย แนะนำขยับเป็น 50–60 ลิตร จะคุ้มกว่าในระยะยาว

ฟังก์ชันที่ควรมีคือ

  • ปรับไฟบน–ล่างได้
  • ตั้งอุณหภูมิได้
  • ตั้งเวลาได้
  • มีพัดลมกระจายความร้อน
  • มีกระจกมองเห็นด้านใน
  • ถาดและตะแกรงแข็งแรง

สิ่งสำคัญที่สุดคือ เลือกเตาให้เหมาะกับเมนูที่เราทำ งบประมาณที่มี และพื้นที่ใช้งานจริง ไม่จำเป็นต้องซื้อแพงที่สุด แต่ควรเลือกเตาที่ใช้งานได้คุ้มและช่วยให้เราฝึกทำขนมได้อย่างมั่นใจ

Message us
error: Content is protected !!